พระครูโพธิคุณสถิต
         จากเรื่อง เหรียญธรรมมหาจำเริญ ที่ได้ลงไว้ถึงปาฏิหาริย์แห่งความรักระหว่างอาจารย์กับศิษย์ ที่เกิดขึ้นอย่างน่าประทับใจและเป็นอุทาหรณ์สอนใจอย่างดี จากเรื่องราวนี้ได้มีผู้สนใจสอบถามมา มากรายเกี่ยวกับเหรียญธรรมมหาจำเริญ และ เรื่องของท่านหลวงปู่ทองสุข ทางนิตยสารอุณมิลิตได้เห็นคุณค่าถึงหลากหลายเรื่องราวที่เกี่ยวกับท่านพระครูโพธิคุณสถิต ที่ผู้อ่านจะได้รับจึงขอร้องให้เหล่าศิษยานุศิษย์ของท่านรวบรวมประวัติของท่านมาบันทึกไว้ ซึ่งจะได้นำเสนอในเรื่องที่เชิงลึกขึ้น และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า คอลัมน์นี้ จะเป็นขุมทรัพย์ทางภูมิปัญญา อย่างมหาศาล ที่ท่านผู้อ่านจะได้รับ

ด้วยจิตคารวะ

กองบรรณาธิการนิตยสารอุณมิลิต


 

ภาคประวัติ
พระครูโพธิคุณสถิต (ทองสุข สัมปันโน)

ทองสุขสังโฆแก้ว       ล่วงนิพพานไกล
ปวงศิษย์ตรมจิตใจ             หม่นไหม้
จากนี้จะหาไหน            เทียมพ่อได้นา
จิตอยากตายแทนได้       แลกไว้ คุณครู

      พระครูโพธิคุณสถิต มีนามเดิมว่า ทองสุข เกิดเมื่อวันที่ ๒๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๗๒ เกิดในครอบครัวสังฆะทิพย์ เป็นบุตรของคุณพ่อตุ้ย คุณแม่สอน สังฆะทิพย์ มีพี่น้องทั้งหมด ๑๐ คน คือ

๑. พระครูโพธิคุณสถิต (ทองสุข สัมปันโน)

๒. ด.ช.สุวรรณ สังฆะทิพย์

๓. นายทองเสาร์ สังฆะทิพย์

๔. นางสา สังฆะทิพย์

๕. นายกัณหา สังฆะทิพย์

๖. นางชาลี สังฆะทิพย์

๗. นายมี สังฆะทิพย์

๘. นายหนู สังฆะทิพย์

๙. นายสมรส สังฆะทิพย์

๑๐. จ่าสิบตรีดี สังฆะทิพย์

         ครอบครัวของพ่อตุ้ย และแม่สอน นั้นพื้นเพเดิมไม่ใช่คนบ้านเมืองเจีย อำเภอพยัคฆภูมิพิสัย จังหวัดมหาสารคาม แต่พ่อตุ้ย สังฆะทิพย์ นั้นพื้นเพเป็นคนอำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด โดยได้สืบเชื้อสายมาจาก เจ้าเมืองเส โดยส่วนใหญ่คนในตระกูล “ สังฆะทิพย์ ” นี้ล้วนแต่บวชเรียนเป็นผู้รู้เป็นอาจารย์ และนักปราชญ์ ทั้งสิ้น

         ส่วนแม่สอน สังฆะทิพย์ เดิมนามสกุล “ นามอินทร์ ” พื้นเพเดิมมาจากบ้านน่าข่า อำเภอวาปีปทุม จังหวัดมหาสารคาม ทั้งพ่อตุ้ยและแม่สอนได้มาพบกันและตั้งหลักแหล่งอยู่ที่บ้านเลขที่ ๕๐ หมู่ ๘ ตำบลปะหลาน อำเภอพยัคฆภูมิพิสัย จังหวัดมหาสารคาม และให้กำหนดบุตรชายคนโต ของตระกูลสังฆะทิพย์ คือ เด็กชายทองสุข สังฆะทิพย์ ณ ที่นี่เองที่เป็นจุดกำเนิดของหลวงปู่ทองสุข สัมปันโน หลังจากนั้นพ่อตุ้ยและแม่สอนได้ให้กำเนิดน้อง ๆ ของเด็กชายทองสุข อีก ๙ คน รวมแล้วครอบครัวสังฆะทิพย์ครอบครัวนี้มีสมาชิกทั้งสิ้นถึง ๑๒ คน

         ด้วยความที่ พ่อตุ้ยและแม่สอนเป็นครอบครัวเกษตรกรรมอย่างเต็มตัวในหน้านา ก็ทำนา ว่างจากฤดูทำนาก็ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม สภาพครอบครัวในตอนนั้นถือว่า อัตคัดพอสมควร จึงส่งเสียลูก ๆ พอให้จบ ป. ๔ตามเกณฑ์ที่ราชการบังคับในขณะนั้น แล้วก็ให้บวชเรียนเหตุ เพราะขัดสนในเรื่องการเงินนั้นเอง

         หลังจากเด็กชายทองสุข เรียนสำเร็จวิชาสามัญ ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ จากโรงเรียนบ้านหัวหมู ตำบลก้ามปู อำเภอพยัคฆภูมิพิสัย จังหวัดมหาสารคาม เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๖ ซึ่งตอนนั้นเด็กชายทองสุข มีอายุ ๑๔ ปี ซึ่งถือว่ากำลังอยู่ในวัยหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิต เด็กชายทองสุข ต้องการที่จะเรียนต่อให้สูงขึ้นเพื่อให้มีความรู้มากขึ้น ที่ “ โรงเรียนสระทองวิทยา ” แต่ได้รับการคัดค้านไม่เห็นด้วยจากบิดามารดา ด้วยความที่เป็นบุตรคนโตของบ้าน เด็กชายทองสุข จึงต้องรับหน้าที่ช่วยงานพ่อแม่ทุกอย่างในบ้าน ทั้งรับหน้าที่ดูแลน้อง ทำนา และอื่น ๆ อีกมากมาย จนท่านไม่มีเวลาได้วิ่งเล่นอย่างเด็ก คนอื่นๆ หรือแม้แต่เรื่องความรัก อย่างโลกียวิสัย เด็กชายทองสุข แม้เจริญวัยขึ้นก็ยังไม่เคยได้มีเวลาได้รู้จักด้วยซ้ำใน ซึ่งในตอนหลังหลวงปู่ทองสุข ยังเคยถามผู้เขียนว่า “ ไอ้ความรักหนุ่มสาวนี้มันเป็นอย่างไรเห็นวุ่นวาย กันนักหนา ดีแล้วที่เราไม่เคยได้เจอ ”

         ด้วยสภาพหมู่บ้านสังคมหมู่บ้านในสมัยนั้นต่างก็อุดมสมบูรณ์ ในน้ำมีปลาในนามีข้าว ท่านเคยบอกว่า ถ้าอยากกินต้มปลา ให้ตั้งหม้อไว้แล้วไปหาปลามากินได้กินกันพอดีด้วยเหตุนี้ จึงทำให้เด็กชายทองสุข ต้องเรียนรู้วิชาหากิน เพื่อเลี้ยงปากเลี้ยงท้องท่านเอง และน้อง ๆ อีก ๙ คน ชีวิตท่านจึงวนเวียนอยู่แต่การทำมาหากินเท่านั้น ความลำบากและอดทนท่านต้องมีอย่างเต็มเปี่ยม ผิดวิสัยของเด็กวัยรุ่นธรรมดาทั่วไป จึงทำให้เด็กชายทองสุข มีความคิดที่เป็นผู้ใหญ่เกินตัว ในช่วงนี้เองที่ทำให้ความคิดหนึ่งที่ท่านเคยคิดมาเนิ่นนานได้ผุดขึ้นมาอีกครั้ง คือความปรารถนาที่จะบวช อยู่ในร่มธรรมพระพระพุทธเจ้า แต่ยังไม่เป็นผล เพราะท่านจำเป็นจะต้องย้ายไปอยู่กับครอบครัวของคุณตาสมและคุณยายสิงห์ นามอินทร์ ซึ่งเป็นตายายของท่านแท้ ๆ ชีวิตในช่วงนั้นนับว่า ลำบากมากยิ่งขึ้นอีก เพราะคุณตาสม และคุณยายสิงห์ เป็นคนที่ขึ้นชื่อว่า เป็นคนเคร่งครัดในการทำมาหากินอย่างยิ่งในความลำบากนี้เอง ที่ทำให้ท่านมีนิสัยที่ต่างจากพี่น้องคนอื่น ๆ คือ ความมัธยัสถ์ และความมองการณ์ไกล ซึ่งเรื่องนี้ คุณตาทองเสาร์ น้องชายแท้ๆของท่านยังยืนยันได้ว่าลักษณะนิสัย ๒ อย่างนี้ ท่านหลวงปู่ทองสุขมีเกินกว่าคนทั้งหลายจริง ๆ เรื่องนี้เองตอนหลังหลวงปู่ทองสุขเคยเล่าไว้ว่า

“เพราะความที่เราลำบาก และต้องรับผิดชอบอะไรหลาย ๆ อย่างนี้แหละที่ทำให้เราเห็นคุณค่าของทุกอย่าง และรอบคอบมองการณ์ไกลขึ้น ถ้าไม่อย่างนั้นใครจะช่วยเราหา ใครจะช่วยเรารับผิดชอบ”

        ในช่วงนี้เองท่านได้บอกขอ คุณตาและคุณยาย เพื่อบวชเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ อีกครั้ง แต่ผลที่ได้ก็ไม่แตกต่าง จากครั้งที่ขอพ่อแม่ออกบวช คำตอบก็คือ ไม่ เหตุผลคือท่านต้องรับหน้าที่ดูแลเลี้ยงดู คุณตาและคุณ ยาย ก่อน ท่านจึงจำยอมอีกครั้งหนึ่ง ครอบครัวของตาท่านมีวัวควายอยู่หลายตัวพอดี ท่านต้องรับหน้าที่เลี้ยงวัวควาย ทำนา และหากินทุวิถีทางท่านเล่าว่า “เวลาไปเลี้ยงวัวก็ เอาหนังสือไปอ่านด้วยจะทำอย่างไรได้ก็จำเป็น”

        มีอยู่ครั้งหนึ่งท่านได้รับว่าจ้างจากนายอำเภอพยัคฆภูมิพิสัย ให้พาไปงานฉลองศาลากลางจังหวัด หลังใหม่ของจังหวัดมหาสารคาม ด้วยจำนวนเงินว่าจ้าง ๘๐๐ บาท ก่อนออกจากบ้าน ด้วยคุณตาสม เป็นห่วงจึงพูดออกไปว่า “ถ้าวัวหายไม่ต้องกลับบ้านนะ” แต่นายทองสุขกลับคิดไปว่า คุณตาสมเป็นห่วงทรัพย์สมบัติ (วัว) มากกว่าเรา สมบัติพวกนี้ มันสำคัญแค่ไหน ถึงทำให้คนต้องทุกข์หรือลำบากหนักหนา” ด้วยเหตุนี้เองการเดินทางเข้าตัวจังหวัดครั้งนี้จึงเป็นการไปเที่ยวที่ไกลที่สุด และเป็นครั้งสุดท้ายในชีวิตเพศฆราวาสของท่าน ด้วยความคิดข้างต้นนั้นหลังจากกลับมา นายทองสุขจึงลบเร้าคุณตาและคุณยายเรื่องขอบวชอีกครั้งจนคุณตาและคุณยายไม่อาจที่จะทัดทานได้ จึงอนุญาตให้บรรพชาเป็นสามเณร โดยท่านบรรพชาเป็นสามเณร เมื่อวันที่ ๑๖ เมษายน พ.ศ. ๒๔๙๑ ณ วัดรัตนมานิตย์ ตำบลก้ามปู อำเภอพยัคฆภูมิพิสัย จังหวัดมหาสารคาม ทางทิศตะวันออกของเมืองเจียราว ๑-๒ กิโลเมตร โดยมีพระครูบุญมานิตย์ เป็นพระอุปัชฌาย์ ตอนนั้นเณรทองสุขอายุ ๑๘ ปีเท่านั้น หลังจากรับใช้พระอุปัชฌาย์ ตามประเพณีแล้วจึงเดินทางมาจำพรรษา ที่วัดทองนพคุณ ซึ่งเป็นวัดคู่บ้าน คู่เมืองของอำเภอพยัคฆภูมิพิสัย จนต่อมาเมื่ออายุครบบวช ท่านจึงได้บวช ณ อุโบสถวัดทองนพคุณ โดยมีพระครูจันทร์ศรีตลคุณ (หลวงปู่จันดา) ซึ่งเป็นเจ้าคณะอำเภอ เป็นพระอุปัชฌาย์ เมื่อวันที่ ๒๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๙๒ ตรงกับวันพฤหัสบดี ขึ้น ๑๐ ค่ำ เดือน ๔ ปีมะเมีย หลังจากนั้นท่านก็ได้ศึกษาพระปริยัตินักธรรม จนเรียนได้สำเร็จนักธรรมชั้นเอก ในสนามวัดห้วยถั่วใต้จังหวัดนครสวรรค์ เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๖ หลังจากนั้นท่านได้อยู่ช่วยพัฒนาวัดทองนพคุณก่อน ช่วงนี้ก็ลำบาก เหมือนกันท่านเล่าว่าจะสร้างหอระฆังต้องเดินทางไปตัดไม้ข้างลำชีมูล ในเขตอำเภอสตึก จังหวัดบุรีรัมย์ โดยได้ปัจจัยไป แค่ ๑๓ บาทและยังต้องเดินทางไปแต่ท่านไม่เคยท้อถอยแต่อย่างไร

         ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๙๒ ท่านได้รับแต่งตั้งเป็นรองเจ้าอาวาส วัดโพธิ์ชัยนิมิต ซึ่งเป็นบ้านเกิดของท่านนับเป็นข่าวดี แต่แล้วในปีเดียวกันนั้นเอง คุณพ่อตุ้ยได้ถึงแก่กรรมลงซึ่งตอนนั้นท่านอายุ ๒๖ ปี พรรษาที่ ๕ การอยู่ประจำที่วัดโพธิ์ชัยนิมิตนั้นท่านยังได้เป็นครู สอนพระปริยัติธรรมวัดรัตนมานิตย์ อีกด้วย ในช่วงนี้ท่านต้องรับหน้าที่ทั้งรองเจ้าอาวาสวัดและหน้าที่ครูสอนปริยัติธรรม ในช่วงเข้าพรรษาท่านต้องไปขอบริจาค หมากพลูและยาเส้น ตลอดถึงขี้ผึ้งจากชาวบ้านมาเพื่อปรนนิบัติรับใช้และดูแลเจ้าอาวาสองค์เดิม แล้วก็ต้องไปสอนพระปริยัติธรรมอีกที่หมู่บ้านหนึ่งซึ่งต้องเดินทางไปถึง ๒ กิโลเมตร

ท่านสอนปริยัติอยู่สักพักหนึ่งก็เริ่มเบื่อหน่ายและรำลึกขึ้นมาว่า

“พระพุทธองค์ท่านสั่งสอนพระธรรมเพื่อคนพ้นทุกข์แต่ ทำไมจึงยิ่งเรียน(ปริยัติ)ยิ่งวุ่นวาย”

และเมื่อท่าน “ พระทองสุข ” ก็ต้องสูญเสียแม่ในปี พ.ศ. ๒๕๐๔ ท่านจึงตัดสินใจเลิกเรียนสายปริยัติแล้วหันมาเรียนทางปฏิบัติและทางการเทศน์ด้วยเหตุผลว่าการเรียนบาลีนั้นให้ประโยชน์แก่คนอื่นช้า แต่เรียนการเทศน์ เราได้ทั้งความรู้และสร้างประโยชน์.    



         ท่านเริ่มเบื่อหน่ายและรำลึกขึ้นมาว่า “พระพุทธองค์ท่านสั่งสอนพระธรรมเพื่อคนพ้นทุกข์แต่ยิ่งเรียน ทำไมจึงยิ่งเรียนยิ่งวุ่นวาย” และท่านก็ต้องเสียแม่ในปี พ.ศ. ๒๕๐๔ ท่านจึงตัดสินใจเลิกเรียนสายปริยัติแล้วได้หันมาสนใจ เรียนทางปฏิบัติและทางการเทศน์ด้วยเหตุผลว่าการเรียนบาลีนั้นให้ประโยชน์แก่คนอื่นช้า แต่เรียนการเทศน์ เราได้ทั้งความรู้และได้สร้างประโยชน์ เผยแพร่ความรู้สู่คนอื่นด้วยด้วยเหตุนี้ในช่วงพรรษา ที่ ๑๕-๑๖ ท่านจึงมีชื่อเสียงเป็นอย่างมากในเรื่องการเทศนาสั่งสอนคนและท่านก็ได้รับแต่งตั้งเป็นพระธรรมทูต และพระธรรมกถึกประจำอำเภอพยัคฆภูมิพิสัย

 

        ในปี ๒๕๐๖ ท่านก็ได้รับ ตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดโพธิ์ชัยนิมิต และได้เป็นเจ้าคณะตำบลปะหลาน ด้วยในปีเดียวกันนั้น แต่ด้วยความขาดแคลน ครูสอนปริยัติธรรมท่านจึงจำต้องเป็นครูสอนพระปริยัติธรรมต่อไปจนในปี พ.ศ. ๒๕๐๒จึงได้ตั้งสำนักสอนพระปริยัติธรรม ขึ้นที่วัดโพธิ์ชัยนิมิตท่านจึงต้องรับหน้าที่หนักขึ้น คือเป็นทั้งครูสอนปริยัติธรรมและยังต้องเป็นเจ้าสำนักเรียนด้วยท่านว่ากิจธุระทางสงฆ์มากขึ้นแต่ก็ต้องทำเพื่ออนาคตของพระและสามเณรอื่น ๆ แต่ท่านก็ยังมุ่งหวังในการปฏิบัติธรรมอยู่รู้สึกว่ามากขึ้น เสียด้วยซ้ำ ทุกวินาทีที่ว่างจากการสอนท่านจะนั่งปฏิบัติพระกรรมฐานทันที บางที่พักแค่ ๕ นาทีท่านยังเดินไปนั่งปฏิบัติที่ใต้ร่มไม้ใกล้ ๆ สำนักเรียนนั้น ท่านเคยเล่าไว้ว่า

“ทุกครั้งที่มีโอกาสหรือจิตใจสบายดีให้รีบปฏิบัติพระกรรมฐาน เพราะช่วงนั้นเป็นช่วงมารให้โอกาส แก่เราซึ่งมีไม่มากนักนะ”

ในการปฎิบัติพระกรรมฐานย่อมมีผลพลอยได้หลายอย่างทั้งความสงบของจิตใจและอีกอย่างที่สำคัญก็คือมโนมยิธิและพลังจิตตานุภาพจึงจึงได้คิดว่าบางทีการเป็นพระก็ต้องมีหน้าที่สั่งสอนคนก็จริงแต่ตามจริงแล้วคนมีความแตกต่างกันหลายประเภทบางครั้งเราก็ต้องอาศัยเรื่องอิทธิปาฎิหารในการโน้มน้าวจิตใจคนให้หันมาสนใจพระธรรมคำสอนทางพระพุทธศาสนาอีกทั้งยังสามารถเป็นที่พึ่งและขวัญกำลังใจให้แก่ชาวบ้านได้อีกด้วยท่านจึงตัดสินใจเดินทางไปขอเรียนวิชาธาตุกัมฐานและคาถาอาคมจากพระครูสังฆกิจพิเชษฐ(หลวงปู่พวง)ท่านเล่าว่าคำแรกที่อาจารย์ถามคือ

“ เป็นอย่างไรบ้างเรียนปริยัติมาตั้งนานรู้สึกสงบและสุขใจขี้นมาไหมเห็นแต่เอาภาระและกิเลศมาใส่ตัวเสียเปล่า ”

ท่านหลวงปู่ทองสุขได้คิดจึงตั้งหน้าตั้งตาเรียนอย่างเต็มที่จนอาจารย์ถูกใจและยอมถ่ายอดความรู้ทั้งหมดให้ ซึ่งผู้เขียนขอเล่าถึงประวัติของท่าน หลวงปู่พวง ผู้เป็นอาจารย์ ของ หลวงปู่ทองสุข เพื่อที่ท่านผู้อ่านจะได้ทราบภูมิหลังถึงพระอาจารย์รูปสำคัญท่านนี้มาประกอบเรื่องด้วยดังนี้

 

     หลวงปู่พวง กนฺตธมฺโม" หรือ "พระครูสังฆกิจพิเชษฐ" อดีตเจ้าอาวาสวัดสระเแคน ต.ราษฎร์เจริญ อ.พยัคฆภูมิพิสัย จ.มหาสารคาม เป็นพระเกจิเรืองวิทยาคมยุคเก่า ที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วภาคอีสานร่วมสมัยกับหลวงปู่ สาธุ์ สุขธมฺโม วัดบ้านเหล่า ปัจจุบันวัตถุมงคลเหรียญรูปเหมือนของท่านทั้งสองมีราคาเช่าหาในท้องถิ่นหลักพันต้นๆประวัติ ของท่าน เกิดในสกุล “ ศิริเมืองน้อย ” เมื่อวันที่ ๑๒ ตุลาคม ๒๔๓๔ ณ ซองแมว ต.เหล่า อ.ธวัชบุรี จ.ร้อยเอ็ด ไม่ทราบชื่อบิดา-มารดา เมื่ออายุได้ ๑๕ ปี ได้เข้าพิธีบรรพชาที่วัดในหมู่บ้าน ครอบครัวของท่านประกอบอาชีพทำไร่ทำนาเหมือนกับชาวอีสานทั่วไป ในสมัยนั้นบ้านเกิดของท่าน เกิดฝนแล้งติดต่อกันหลายปี ครอบครัวได้อพยพหนีภัยแล้งมาที่อำเภอโกสุมพิสัย จ.มหาสารคาม ทำให้จำต้องลาสิกขาติดตามครอบครัว ต่อมา เมื่ออายุครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์ ท่านได้เข้าพิธีอุปสมบท ณ วัดบ้านหนาด ต.เหล่า อ.ธวัชบุรี จ.ร้อยเอ็ด แต่ไม่ทราบพระอุปัชฌาย์เป็นท่านใด ภายหลังจากอุปสมบท ท่านได้ศึกษาพระธรรมวินัยด้วยความขยันขันแข็ง ครั้งหนึ่งเดินทางมาอยู่จำพรรษาที่วัดบ้านขามเรียน อ.พยัคฆภูมิพิสัย จ.มหาสารคาม สำนักเรียนใหญ่มีชื่อเสียงโด่งดังมาก ในยุคนั้น ท่านได้มุมานะเรียนมูลกัจจายน์ บาลี อักษรขอม อักษรลาว จนมีความรู้แตกฉาน หลังจากนั้น ได้เดินทางกลับมาจำพรรษาอยู่ที่วัดบ้านซองแมว บ้านเกิด รับหน้าที่เป็นครูสอนหนังสือที่สำนักเรียนวัดบ้านซองแมว ด้วยความเป็นพระหนุ่มไฟแรง ท่านจะออกเดินธุดงควัตรไปตามพื้นที่ต่างๆ เพื่อแสวงหาความหลุดพ้นตามป่าเขาลำเนาไพรในภาคอีสาน เช่น เทือกเขาภูพาน ในเขต อ.สหัสขันธ์ จ.กาฬสินธุ์ เป็นต้นประมาณพ.ศ.๒๔๗๐ ช่วงนั้นวัดบ้านสระแคน อ.พยัคฆภูมิพิสัย จ.มหาสารคาม ขาดแคลนพระผู้ใหญ่ ญาติโยมชาวบ้านสระแคน ได้นิมนต์ท่านให้มาอยู่จำพรรษา เพื่อพัฒนาวัดให้เจริญรุ่งเรือง หลวงปู่พวง เป็นพระที่มีวัตรปฏิบัติเสมอต้นเสมอปลาย ทำให้มีชื่อเสียงโด่งดังร่วมกับหลวงปู่สาธุ์ สุขธมฺโม วัดบ้านเหล่า ต.เม็กดำ อ.พยัคฆภูมิพิสัย ในแต่ละวันจะมีญาติโยมจากทั่วสารทิศ เดินทางมากราบนมัสการ รับฟังธรรมและประพรมน้ำพระพุทธมนต์ที่เข้มขลัง ป้องกันถูกผีเข้าหรือคุณไสย เมื่อได้รับน้ำพุทธมนต์จากท่าน อาการดังกล่าวจะหายเป็นปลิดทิ้ง สำหรับปัจจัยที่ได้จากการบริจาค ท่านได้นำมาพัฒนาสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้กับวัดแห่งนี้ หลวงปู่พวง ยังให้ความสำคัญทางด้านการศึกษาสงฆ์ ได้จัดตั้งโรงเรียนพระปริยัติธรรมที่วัดบ้านสระแคน ช่วงแรกเปิดเฉพาะแผนกธรรม ท่านอยากเปิดแผนกบาลี แต่ขาดแคลนครูผู้สอน หลวงปู่จึงส่งพระภิกษุ-สามเณรที่เรียนเก่งไปเรียนบาลี จากนั้น ให้กลับมาเป็นครูสอนบาลี ลำดับงานด้านปกครองคณะสงฆ์ พ.ศ.๒๔๗๔ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดรัตนวัน (วัดสระแคน) พ.ศ.๒๔๘๔ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะตำบลเมืองเตา และเป็นพระอุปัชฌาย์ ต่อมา ต.เมืองเตา แยกเป็น ๒ ตำบล คือ ต.หนองบัวแก้ว ท่านจึงเป็นเจ้าคณะตำบลหนองบัวแก้ว พ.ศ.๒๕๐๐ ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นตรีที่พระครูสังฆกิจพิเชษฐ์ ช่วงบั้นปลายชีวิต หลวงปู่อาพาธบ่อยครั้ง แต่ยังได้สั่งสอนญาติโยมเป็นครั้งสุดท้ายว่า

"ขอให้ญาติโยมศิษยานุศิษย์ ลูกหลาน ยึดมั่นในพระรัตนตรัย รักษาศีลให้ทานปฏิบัติอย่างสม่ำเสมออย่าให้ขาด"
จากนั้น หลวงปู่พวง ได้มรณภาพลงอย่างสงบด้วยโรคชรา เมื่อวันที่ ๑๐ มิถุนายน ๒๕๑๔ สิริอายุ ๘๐ พรรษา ๖๐ตลอดชีวิตท่านสร้างสมคุณงามความดีมาตลอดชีวิตองท่านนับเป็นพระแท้ ที่น่ากราบไหว้อย่างยิ่ง ทุกวันนี้ชื่อเสียงของท่านหลวงปู่พวงยังคงปรากฏอยู่ในใจชาวอีสานไปตราบนาน เท่านาน

หลวงปู่ทองสุขท่านเล่าว่าได้เรียนวิชาจากท่านหลวงปู่พวงไว้เยอะพอสมควรทีเดียว แต่ที่เห็นท่านภูมิใจมากก็เห็นจะเป็นวิชาทำน้ำมนต์ และวิชากัมมัฏฐานนั่นเองเพราะสามารถสงเคราะห์ผู้อื่นและยังสงเคราะห์ตนเองได้ด้วยในเรื่องการเรียนวิทยาคมนั้นหลวงปู่ทองสุขมักย้ำอยู่เสมอว่า

“ ถ้าคิดจะเรียนคาอาคมจากครูคนไหนนั้นให้ดูอยู่๓อย่างคือประการที่ ๑ดูใต้ถุนบ้านว่ามีวัวควายเยอะหรือไม่ประการที่ ๒ ดูยุ้งข้าวว่ามีข้าวเต็มหรือไม่ และประการที่ ๓ ดูรอบๆว่ามีคนนับถือเยอะหรือไม่ เพราะบางวิชาเรียนแล้วจน บางวิชาเรียนแล้วคนเกลียด บางวิชาเรียนแล้วสามปีย้ายเรือนสามเดือนย้ายบ้านก็มีควรดูให้ดีเสียก่อน ”

ท่านที่สนใจในเรื่องคาถาอาคมก็ตรองดูในเรื่องนี้ก็จะเป็นประโยชน์อย่างมากที่จะได้ไม่เรียนวิชาที่เกิดโทษจนตัวต้องเสียใจภายหลังได้นะครับ

 

ในการเรียนกรรมฐานและวิทยาคมในสมัยนั้นเข้มงวดมากเพราะยังยึดแบบแผนจารีตประเพณีอย่างเคร่งครัดซึ่ง “ หลวงปู่พวง ” เองก็ไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่าอาจารย์ใดๆในสมัยนั้นเลยหลวงปู่ทองสุขเล่าว่าท่ านเริ่มเรียน “ วิชาธรรมดวงแก้ว ” ก่อนเนื่องจากเป็นวิชากรรมฐานซึ่งหากฝึกได้จะสามารถเป็นพื้นฐานในการหัดจิตและการใช้คาถาอาคม ทั่วๆไปการเรียนวิชาธรรมแต่โบราณนั้นเป็นของยากที่ต้องอาศัยความเพียรพยายามในการฝึกหัดจิตต่างๆ ผ่านลำดับต่างๆที่ครูบาอาจารย์กำหนดอย่างเป็นขั้นเป็นตอน

“ วิชาธรรม ” ในภาคอีสานนั้นแม้จะยากสักหน่อยแต่จริงๆแล้วมีเคล็ดสำคัญอยู่ที่ “ จิต ” มิใช่ตัวคาถาว่ากันว่าถ้าใครได้เรียนวิชาธรรมมาก่อนจะมีความแข็งแกร่งของจิตสูงมาก ซึ่งมีส่วนช่วยอย่างสูงในการหัดวิชาแขนงต่างๆหากเรียนวิชาใดที่ “ ร้อน ” วิชาธรรมก็จะสมานให้เย็น หากเรียนวิชาใดที่เรียนแล้วเชื่อว่าเป็น ” ปอบ ” วิชาธรรมก็จะกันตัวไม่ให้ได้รับผลกระทบจากวิชานั้น ๆแต่อย่างใดโดยหลักใหญ่แล้ววิชาธรรมเป็นการอ้างถึงคุณพระรัตนตรัยเป็นหลักเช่นธรรมบรรลุ ธรรมเก้าโกฏิ ธรรมพระไตรสรณาคม ธรรมแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ ธรรมรัตนมาลา ธรรมโลกุตระ ธรรมดวงแก้วเจ็ดและธรรมดวงแก้วแปดฯลฯ ซึ่งแต่ละวิชาธรรมก็จะมีข้อดีต่างกัน ซึ่งคน ที่ เรียนวิชาธรรมเหล่านี้ เราจะเรียกว่าหมอธรรม พ่อใหญ่ธรรมหรือเรียกโดยใช้คำนำหน้าว่าธรรมเช่น ธรรมจัน น์ ก็หมายถึงหมอธรรมชื่อ จัน ทน์ เป็นต้นซึ่งผู้เป็นหมอธรรมนั้นจะได้รับการยกย่องจากชาวบ้านในฐานะผู้เสียสละที่จะเป็นที่พึ่งของชาวบ้านในเรื่องต่างๆตั้งแต่การเกิดไปจนตายถ้านับถือหมอธรรมคนไหนมากก็จะนำ.............................