วัวธนู(โคสวาลา)


       เรื่องราวไสยศาสตร์นับเป็นวิถีชีวิตหนึ่งของสังคมใดใดในโลกมาเนิ่นนาน เรียกได้ว่าเริ่มตั้งแต่มีมนุษย์เกิดขึ้นในโลกก็ว่าได้ และศาสตร์แห่งความเชื่อ แขนงนี้ได้สอดแทรกในทุกเรื่องราวของการดำเนินชีวิตนับตั้งแต่เเรกเกิดจนถึงตายละร่างกายจากโลกนี้ วัตถุอาถรรพ์มีที่มาจากไสยศาสตร์จึงมีมากมายหลากหลาย หนึ่งในเรื่องราวที่เล่าขานถึงความน่า สะพรึงกลัวและความศักดิ์สิทธิ์ที่ผู้เรืองวิทยาคมต้องแสวงหาหรือสร้างขึ้น เพื่อป้องกันตนจากอาถรรพ์ไสยเวทของศัตรู และปกป้องพื้นที่จากพลังคุกคามต่างๆก็คือสิ่งที่เรียกว่า “วัวธนู” ซึ่งในบางครั้งอาจเรียกว่า “โคสวาลา” หรือ “โค อศุภราช”
ศาสตร์การสร้างวัวธนูนี้มีต้นเรื่องมาจากตำนานของศาสนาพราหมณ์ โดยจับเค้า ตั้งแต่ครั้งตำนานโลกยุคดึกดำบรรพ์คราวเกิดเทวาสุรสงคราม (เทวดารบกับอสูร) เป็นรากเหง้าความเชื่อมาแต่โบราณว่าเมื่อเทพยดารบแพ้อสูรเป็นเหตุให้โลกต้อง วุ่นวายจนพระนารายณ์เป็นเจ้าให้กวนเกษียรสมุทรเพื่อให้กำเนิดน้ำอมฤต และท้าวมหาพรหมทรงประทาน “นิติปกาศิตา” กำเนิดมหาเวทสำคัญคือ “ธนุรเวท”ซึ่งศาสตร์ธนุรเวทนี้เป็นเหตุสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้เทวดา รบชนะอสูรในกาลต่อมาจนถูกบันทึกในตำราพิไชยสงครามฮินดู ที่เหล่ายุวกษัตริย์ของภารตะทวีปครั้งอดีตได้ศึกษาเล่าเรียนแม้ “เจ้าชายสิทธัตถะ” ก็เคยศึกษาเล่าเรียนปรากฏต้นเค้าให้สอบทานได้ในปริตตเจ็ดตำนานที่ชื่อว่า “ธชัคปริต” ที่กล่าวถึงคราวที่เทพยดารบกับอสูร(แสดงนัยของธรรมะกับอธรรมใน จิตใจมนุษย์ที่คอยหักล้างกันเสมอมา)หากหวาดกลัวเกิดแก่หมู่เทวะก็ ให้ดูธงแห่งมหาราชเทวะ(พระอินทร์ทั้งห้า) พุทธศาสนิกชนหากหวาดหวั่นภัยใดให้นึกถึงพระรัตนตรัยฉันใดฉันนั้น ตรงนี้จะเห็นว่า ศาสนาในครั้งอดีตนั้นเอื้ออาทรกันยอมรับสายวัฒนธรรมที่ต่างเกิดขึ้นเข้า ผสมผสานกลมกลืนแม้จะเเตกต่างในเรื่องความคิดก็หักล้างด้วย “ธรรมยุทธ” ยุติความขัดเเย้งโดยธรรม คือแสดงปัญญาในข้อธรรมเข้าหักล้างกัน

    โดยสันติเมื่อชนะไม่เหยียดหยามเมื่อแพ้ก็ปรับปรุงวิธีคิดยอมรับ หลักการเพื่อศึกษาเข้าหาแก่นแท้ที่ถูกทางในการรู้เเจ้งชีวิต ผิดกับปัจจุบันที่มักอ้างความแตกต่างในความเชื่อเป็น เงื่อนไขในการประหัตประหารหักล้างกัน ผลที่ได้หาใช่ความไพบูลย์ของมวลมนุษยชาติแต่กลับ จบลงด้วยความเศร้าเสียใจเครียดความแค้นที่ ผลลัพธ์ต้องจมอยู่กับเถ้ากระดูก เลือด น้ำตา หญิงหม้าย เด็กกำพร้า ผู้บริสุทธิ์อันมิอาจจะรู้ประมาณได้วัวธนูหรือโคสวาลาเป็นการสร้าง “ชีวะ” คือ สัญญาซึ่งเป็นศาสตร์ทางจิตวิญญาณขั้นสูงในภาษาไสยศาสตร์พื้นบ้าน จะเรียกว่า “มีตัว” ความรู้เรื่องนี้นำไปสร้างเป็นเครื่องรางหลากชนิดที่เรียกว่า “ผูกพยนต์”โดยการกำหนดรูปสร้างสัญญาของสิ่งนั้นขึ้นปรุงแต่งด้วย “เวท” หรือ “อาคม” เป็นสังขารจิตประจุในวัตถุนั้น

     วิชาสัตว์พยนต์ธนูนั้นจะนิยมสร้างเป็นสองรูปคือ “วัวธนู” และ “ควายธนู” ตามรูปร่างที่จัดสร้างของเดิมนั้นจัดเป็น คุณไสยแบบหนึ่งเช่นเดียวกับที่ทางจีนเรียก “ม่อซุก” (ที่เรียก ม่อ-อสูร เพราะจีนนิยมเรียกชาวเปอร์เชีย หรือภารตะที่เข้ามาทางตะวันตกของประเทศว่า มารซึ่งไม่เกี่ยวกับพฤติกรรมเลยเป็นการ สร้างกลไกการต่อต้านวัฒนธรรมแบบหนึ่งเท่านั้น) เป็นตำนานของมีดบินเซี่ยวลี้ปวยตอที่นักเขียนนวนิยายกำลังภาย ในของจีนนำมาเป็นเรื่องวิชาอาวุธชั้นยอดมีดบินก็คือใช้จิตบังคับลมปราณให้ส่งมีด ไปยังเป้าหมายแบบเดียวกับวิชาธนุรเวทนั่นเอง ที่เล่ามานี่เป็นแบบหนึ่งของการผูกสายเรื่องราววัฒนธรรมเท่านั้น เพราะต่างพื้นที่ต่างชนชาติก็ต่างคติความคิดเรื่องเดียวกันพอ ผ่านเวลานานเข้าก็กลายเป็น”คนละเรื่องเดียวกัน”อย่างน่าใจหาย

      การสร้างวัว(ควาย)ธนูมีหลายรูปแบบเลือกสรรตามวัสดุที่สามารถหามาจัดสร้างได้ โดยจะเรียกวัว(ควาย)ธนูในกรณีที่ใช้ในการต่อสู้ คุกคาม, ป้องกัน ศัตรู ส่วนคำว่า “โคสวาลา”นั้นเป็นวัวแก้วสารพัดนึกเพื่อผลในความรุ่งเรืองลาภผล เรื่องนี้เพิ่มเติมจากที่ทราบกันโดยทั่วไป โดยแบ่งชั้นของวัว(ควาย)ธนูออกตามวัสดุที่นำมาสร้างได้สามชนิดคือ

       วัวไม้ไผ่ เป็นวัว(ควาย)ธนูชั้นสามสร้างแบบชั่วคราวใช้งานเร่งด่วนโดยนิยมใช้ไม้ไผ่หรือที่ขึ้นคร่อมทางมา
สร้างเวลาตัดมีเคล็ดต้องกำหนดคาถาอาคมเฉพาะ การสานจะใช้ไม้ไผ่ที่ตัดได้มาจักตอกภาวนาคาถากำกับตลอดจนได้ตอกตามต้องการแล้วนำมาขัดเป็นวัว(ควาย)ไม้ไผ่ขึ้น มีการขึ้นแบบสองตอก สี่ตอก โดยต้องสานแบบไขว้หลังจะถือว่าขลัง วัว(ควาย)ธนูชนิดนี้อาจสร้างด้วยวัสดุอื่นอย่างด้ายตราสังก็มี

      วัวขี้ผึ้งหรือวัวผงปั้นด้วยครั่งจัดเป็นวัวชั้นสอง โดยนิยมใช้วัสดุอาถรรพ์เข้าภูตประเภท ขี้ผึ้งปิดหน้าศพ ตานกกด ตาชะมด ตาแร้ง กำลังวัวเถลิง ผมหรือเถ้ากระดูกผีที่นับว่าดุร้ายมีอาถรรพ์ ดินตามป่าช้า ดินโป่ง ขี้ครั่งพุทราทางทิศตะวันออก

      วัวทอง เป็นวัว(ควายธนู)ที่สร้างจากโลหะผสมประเภทสำริดจัดว่าคงทนและมีอานุภาพสูงสุด โดยผสมโลหะมวลสารอาถรรพ์ เช่น สำริดยอดเจดีย์ นพศูล เหล็กขนันผี ขวานฟ้า โลหะฟ้าผ่าฯ หลอมเป็นวัวชนหรือควาย ลงอาคม ยันต์ ตามตำราซึ่งจะเเบ่งเป็น ยันต์เปิด(กำเนิด) ยันต์ปิด(ทำลาย) ลงนะธนูกับมหาศาสตราพระเจ้า สำหรับรูปวัวทองมักนิยมให้มีลักษณะมงคลตามแบบวัวนนทิ พาหนะของพระอิศวร ซึ่งถ้าอยากรู้ว่าเป็นอย่างไรให้ดูลักษณะของพระโค (วัว)ในพระราชพิธีแรกนาขวัญ จะเห็นชัดเจนที่สุดวัวชนิดนี้นอกจากทำด้วยโลหะแล้วอาจสร้างด้วยวัตถุอาถรรพ์อย่างเขาวัว(ควาย)ฟ้าผ่ามาเเกะลงอาถรรพ์ก็ได้

      เนื่องจากลัทธิไสยศาสตร์ที่มาจากพราหมณ์ได้รับอิทธิพลจากพุทธศาสนาในชั้นหลังจึงกำหนดฤกษ์ในพิธีการปลุกเสกดังนี้


     วันมาฆบูชา (เพ็ญเดือนสาม) เวลาสร้างพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปจนถึงเที่ยงคืน หลังจากนั้นห้าม ในวันนี้กำหนดให้ใช้ดอกไม้๔สีประกอบเครื่องบูชาครู

     วันวิสาขบูชา (เพ็ญเดือนหก) เริ่มตั้งแต่เช้าตรู่จนพระอาทิตย์ขึ้นเที่ยงวัน มีคติอย่างหนึ่งคือเวลาเที่ยงวันทางไสยศาสตร์จะห้ามลงของเพราะถือว่า เงาหัวหายจะเป็นนิมิตรไม่ดี ความเชื่อนี้ปัจจุบันนักเลงไสยศาสตร์รุ่นหลังมักไม่รู้หรือละเลย วันนี้ใช้ดอกไม้ ๘ สีบูชาครู

     วันอาสาฬหบูชา (เพ็ญเดือนแปด) เริ่มตั้งแต่พระอาทิตย์เรี่ยยอดไม้บ่ายแก่ๆจน ตะวันลับฟ้าในวันนี้มีข้อพิเศษอยู่อย่างหนึ่งคือไม่ต้องตัดฤกษ์ในช่วงเวลาทำพิธีเหมือนวันอื่น

     วัว(ควาย)ธนูนี้ ผู้เขียนเคยเห็นอาจารย์ฆารวาสท่านหนึ่งที่จังหวัดลำพูนท่านเสกเพียง ห้านาทีก็ยื่นส่งให้ปรากฏว่าวัวโลหะ(ซื้อจากสนามพระทั่วไป)ที่ลองส่งให้ท่าน ประจุอาคมร้อนเหมือนเอาไปเเช่ในน้ำร้อนซึ่งเหตุการณ์นี้มีผู้ร่วม .รู้เห็นหลายคนนับเป็นเรื่องที่แปลกมาก บางครั้งก็เคยเห็นอาจารย์บางท่านเสกจนวัวไม้ไผ่ขยับได้ ซึ่งเรื่องนี้จัดเป็นความเชื่อเฉพาะตัวบุคคลจึงให้ใช้วิจารณญาณเอง

   การบูชาวัวทองนิยมใช้ผ้าสีแดงปู และเลี้ยงด้วย หญ้าคา ที่ต้องบริกรรมคาถาเสกด้วยมือเดียว กับน้ำสะอาดและตามตำราหากได้น้ำค้างยอดหญ้า หรือกลางหาวก็ระบุว่าจะทำ ให้มีกำลังมากเป็นพิเศษสำหรับคาถาวัว(ควาย)ธนูนั้นมีมากมายแตกต่างกันตามพื้นที่ ภูมิภาค การเลี้ยงก็ตามแต่คติใครจะมีว่าอย่างไร บางแห่งเคร่งครัดขนาดเวลาใส่ชุดออก จากบ้านเป็นชุดอะไรกลับมาก็ต้องเป็นชุดเดิมด้วยมิฉะนั้นเชื่อว่า เจ้าวัวธนูนี้อาจ “ งี่เง่า”(ศัพท์นี้ปรากฏในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานพ.ศ.๒๕๔๒แล้วแปลว่า โง่มากจึงไม่ใช่ศัพท์สแลงอีกต่อไป)จำเจ้าของไม่ได้ทำพิษเอาถึงเจ็บป่วย ก็มีสำหรับเรื่องวัว(ควาย)ธนูเป็นความเชื่อไสยศาสตร์ ที่มีมานานในสังคมไทยที่มักกล่าวถึงจนเป็นเรื่องเล่าขานแต่น้อยคนนักจะ รู้จักหรือพบเห็นที่แท้จริงในส่วนที่นำมาเล่านี้เป็นเพียงข้อปลีกย่อย เล็กน้อยในการสร้างวัว(ควาย)พยนต์ชนิดนี้ขึ้นมา จัดเป็นศาสตร์ยอดฮิตของนักเลงไสยศาสตร์ที่ต้องรู้จักแม้จะไม่มีในครอบครองก็ตาม....

(สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในนิตยสารอุณมิลิต ฉบับที่ ๒๓ เดือนมีนาคม ๒๕๔๘)