มณีนาคราช



  

      ..หลังจากที่ท่านมหาพลาสูรดับสังขารลงแล้ว ปรากฏว่าส่วนต่างๆของร่างกายท่านได้ แปรสภาพเป็นรัตนชาติต่างๆเพื่อความเป็นมงคลแก่โลกโดยเทพยดาทั้งหลายได้อัญเชิญ ไปสถิตในดินแดนต่างๆเช่นนิลไปประดิษฐานในประเทศสิงหล (ประเทศศรีลังกาในปัจจุบัน) นัยน์ตาข้างขวาบังเกิดเป็นแก้วไพทูรย์ประดิษฐานไว้ในเขตเมืองพิรุญนคร เป็นต้น ในตอนที่ท่านมหาพลาสูร สิ้นชีพนั้นได้มีพญานาคชื่อ พาสุกินนาคราช ผุดขึ้นจากนาคพิภพเพื่อสูบโลหิตของท่านมหาพลาสูรเป็นมังสาหาร ต่อมาพาส ุกินนาคราชถูกพญาครุฑพากินถึงเมืองตรุษดาษเมื่อพญานาคจะสิ้นชิวิต ได้สำรอกโลหิต กลายเป็น รัตนชาติชื่อนากสวาดิ และ มรกต (มรกฏ) ส่วนน้ำลายที่สำรอกออกกลายเป็น ครุทธิการ รวมเป็นสามชนิดซึ่ง ที่ท่านหลวงนรินทราภรณ์(ชู) ได้บรรยายไว้อย่างสละสลวยด้วยเชิงวรรณกรรมลิลิตกำเนิดเนาวรัตน์ไว้ดังนี้

ร่าย
อังคตเธอเทียรแถลง บรรจงแจงเจียรจัด
ดำหรับรัตนในเรื่อง แนะนำเนื่องเนาวรา
มาแต่มหาปฐมกัปป์ สำหรับราชประยูร
หวังนุกูลสัตว์โลกย์ โดยยุติโยคเพ็ญญาณ
มีอนุสารสุนทรสาสน์ ปางอศิรราชอสุรินทร์
ดับกสิณสิ้นชีพิตร มีมหิทธิอุรคพ
เข้าสู่ศพสูบเลือด ดื่มดูดเดีอดแห้งหาย
แล้วลาศผายเลื่อนเลื้อย เร็วเรื่อยเรื้อยโดยสดอก
ไปสำรอกราบเรือง ประเทศเมืองตรุษดาษ
เปนนากสวาติทั้งผอง เคารพสองมรกฏ
เขฬะหยดครุทธิการ ครบเอาวสานสิ้นสุด
นาคม้วยมุดวายชนม์ ในสิงหฬประเทศ
เพื่อผลเหตุโลหิต อสุรต้องติดพิศม์โสรมศรี
เขียวขจีพรายเพริศ กำเนิดรัตนาสาม
มีพรรณงามเงื่อนเเต้ม ควรคู่ขวัญเนตรแย้ม
อย่างไว้คุงวัน นี้นา ฯ
(อักขระวิธีโบราณ)

     จะเห็นได้ว่าท่านหลวงนรินทราภรณ์ (ชู)นั้นเป็นกวีชั้นเยี่ยมยอดท่านหนึ่งในสมัยนั้น วรรณกรรม ลิลิตกำเนิดเนาวรัตน์หรือลิลิตนพรัตน์ที่ท่านแต่งนั้นมีสำนวนคำประพันธ์ ที่ไพเราะสละสลวยไม่แพ้กวีใดใดเลยแสดงว่าท่านผู้นี้นอกจากเป็นช่างทองหลวง ผู้มีฝีมือเเล้วยังคงเป็นผู้คงแก่เรียนซ้ำยังเชี่ยวชาญอักษรศาสตร์เป็นอย่างดีด้วย เรื่องที่ท่านพรรณนานั้นถึงแม้เป็นเพียงตำนานก็จริงแต่ตัวแก้วต่างๆที่ท่านบรรยาย ไว้นั้นเป็นของที่ชาวสยามโบราณเชื่อถือและแสวงหามาเป็นเครื่อง ประดับเพื่อความเป็นสิริมงคลมาช้านาน ตามที่ได้เผยแพร่เรื่องราวไปในฉบับที่แล้ว มีผู้พยามยามสอบถามมาเกี่ยวกับเรื่องแก้วรัตนะของไทย โดยพยายามนำไปเทียบเคียงกับการเล่นหารัตนชาติในปัจจุบันที่อ้างอิงข้อมูลกับต่างประเทศ จึงขอชี้แจงอีกครั้งว่าเป็นคนละเรื่องกันอย่านำมาคิดเป็นเรื่องเดียวกันเพราะอาจจะสับสน ควรทราบว่าคนโบราณท่านดูลักษณะแก้วด้วยผิวพรรณ วรรณะ และคุณสมบัติบาง ประการเป็นคนละวิธีกันกับปัจจุบันที่ใช้วิธีนำไปเปรียบเทียบกับรัตนะ ชาติที่มาจากต่างประเทศแล้วเอาของเขาเป็นหลัก เอาของเราไปเทียบเรื่องถึงได้อลวนวุ่นวาย การเขียนบทความนี้คือขอ ให้คิดอย่างชาวสยามมิใช่เดินตามชาติอื่นแต่ถ่ายเดียว อย่าให้คุณค่าผู้อื่นจนเกินไป ของเขาดีก็รับไว้ใช้ประโยชน์ได้แต่ไม่ควรทิ้งของ ของเราที่ดีดีซึ่งก็มีอีกหลายประการแบบสมุนไพรไทยหลายชนิดยกตัวอย่างเช่น “หัวบุก” พืชสมุนไพรที่ใช้ลดความอ้วนอย่างมีประสิทธิภาพดีเยี่ยมที่ถูกต่างชาตินำ ไปจดทะเบียนเป็นลิขสิทธิ์ของเขาอย่างน่าเสียดายที่คนไทยเราเองไม่รักษา ให้เป็นมรดกของชาติเข้าทำนอง “ใกล้เกลือ กินด่าง”

    จากเนื้อความของลิลิตที่ยกมาอ้างอิง จะเห็นได้ชัดเจนว่า รัตนะชาติไทยเรามีความเชื่อว่าเกี่ยวข้องกับนาคราชนั้นมีถึงสามประการ โดยจัดนากสวาดิไว้แยกประเภทจาก “มรกต”(มรกฏ) โดยชัดเจน(ซึ่งจะกล่าวเปรียบเทียบต่อไป)ทั้งนี้จากการ ค้นคว้าและสอบถามผู้รู้หลายท่านก็ยังมีมติบางประการไม่ตรงกันเพราะ บางท่านจัดมรกตที่มีสีเหมือนน้ำแตงกวา เป็นรัตนะชาติที่เรียกว่า นากสวาดิ ซึ่งจะขัดกับเนื้อความลิลิตอย่างเห็นได้ชัดเจน ที่ว่า “ กำเนิดรัตนสาม มีพรรณงามเงื่อนแต้ม” จึงขอจำแนกรัตนะชาติทั้งสามตามตำราดังนี้




หน้าถนัดไป หน้าถนัดไป