พระพุทธแซกคำ

   สวัสดีครับท่านสมาชิกนิตยสารอุณมิลิตทุกท่าน ผมห่างหายไปหลายฉบับสำหรับคอลัมน์อุณมิลิตสัญจรเลยเกิดความคิดถึง จึงกลับมาใหม่โดยมีจุดประสงค์จะนำทุกท่านท่องเที่ยว ไปยังสถานที่ใกล้ตัวแต่ท่านอาจไม่ทราบความสำคัญหรือความเป็นมา ผมมีความสนใจในพระพุทธรูปที่มีตำนานแปลกๆ และเก่าแก่ดังที่ได้อ่านจากฉบับก่อนอาทิเช่นพระมหามัยมุนีของพม่า เป็นต้น ในเมืองไทยเรามีพระพุทธรูปไม่น้อยที่มีตำนานน่าสนใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่พุทธศาสนิกชนควรทราบ ปัจจุบันพระพุทธรูปที่คนไทยสักการะบูชาและเป็นสิ่งคู่บ้านคู่เมืองมีหลายองค์ องค์หนึ่งที่มีประวัติความเป็นมายาวนานเราท่านรู้จักดีและได้รับการอัญเชิญไปอาณาจักรล้านช้างระยะหนึ่งคือพระแก้วมรกต แต่บางท่านอาจยังไม่ทราบว่าจริงๆแล้วยังมีพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองสมัยอาณาจักรลานนาที่ถูกอัญเชิญไปอาณาจักรล้านช้าง อีกองค์คือพระพุทธแซกคำ ซึ่งเมื่อรวมกับพระบางด้วยแล้วจะมีพระพุทธรูปสำคัญ ๓ องค์ที่มีประวัติความเป็นมาเกี่ยวข้องกับล้านช้าง ปัจจุบันพระแก้วมรกตและพระพุทธแซกคำประดิษฐานอยู่ในประเทศไทยในขณะที่พระบางประดิษฐานอยู่ที่หลวงพระบาง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ผมได้มีโอกาสไปกราบนมัสการพระแก้วมรกตและพระบางมาแล้วแต่เพิ่ง ได้มีโอกาสเดินทางมากราบพระพุทธแซกคำเมื่อเร็วๆนี้ ผมมีความประทับใจที่เราชาวไทยมีพระพุทธรูป ศักดิ์สิทธิ์ประดิษฐานในประเทศและเป็นพระพุทธรูปที่มีความสำคัญในสมัยนั้นถึงขั้นต้องนำไปซ่อนเมื่อเกิดศึกสงคราม เพื่อไม่ให้ข้าศึกได้ไปครอบครอง ในปัจจุบันพระแก้วมรกตประดิษฐานอยู่ที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในขณะที่พระพุทธแซกคำประดิษฐานอยู่ที่วัดคฤหบดีที่กรุงเทพมหานครเช่นกัน เมื่อผมมีโอกาสไปเยี่ยมชมวัดคฤหบดี ผมมีความประหลาดใจมากว่าทำไมถึงมีความแตกต่างอย่างมากของวัดที่ประดิษฐานพระพุทธรูปสำคัญที่มีประวัติความเป็นมาคล้ายกัน จึงทำให้ผมพยายามหาตำนานของพระพุทธรูปองค์นี้มาให้ทุกท่านทราบว่าทำไมพระพุทธแซกคำถึงมาประดิษฐานที่วัดนี้

ตำนานการสร้าง พระพุทธแซกคำ

   พระพุทธแซกคำนี้ถูกสร้างขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ ๑๖-๑๘ (ประมาณ พ.ศ.๑๖๐๐ - ๑๘๐๐) ราว ๙๔๗ ปีก่อน มีตำนานเล่าขานสืบกันมาว่าครั้งพระนางจามเทวี พระธิดาแห่งกษัตริย์ลวปุระได้เสด็จขึ้นครองราชสมบัติ เป็นกษัตริยาแห่งหริภุญชัยนคร ได้โปรดให้ช่างสร้างพระพุทธรูปขึ้น ๓ องค์เพื่อเป็นการบูชาพระคุณของพระชนก และพระชนนีรวมทั้งเป็นการฉลองในส่วนของพระองค์เองด้วย พระพุทธรูปทั้ง๓ องค์หล่อด้วยทองชาตินพคุณสวยงามมิมีที่ติ ทรงพระราชทานนามว่า พระเสริม พระสุก และพระใส โดยจัดให้มีงานสมโภช ๓ วัน ๓ คืน ถวายเป็นพุทธบูชา พระนางจามเทวีได้ทรงตั้งสัตยาธิษฐานว่าถ้ามีพระพุทธรูปองค์ใดที่สร้างด้วยทองคำและมีพุทธลักษณะถึงพร้อมด้วยมหาปุริสลักษณะ และสวยงามกว่าพระพุทธรูปทั้ง๓องค์แล้ว ขอให้เทพยดาผู้ทรงมเหสักข์โปรดแสดงซึ่งพระพุทธรูปนั้นแก่พระองค์ ณ มหาสโมสร รุ่งขึ้นพระนางเสด็จมามณฑลพิธีเพื่อทรงเปิดงานสมโภช ขณะนมัสการพระพุทธรูปทั้ง๓ องค์อยู่นั้น ปรากฎหมอกควันปกคลุมไปทั่ว ต่อมาก็มีแสงสีทองส่องเรืองมาไล่หมอกควันจางหายไปหมด ตามด้วยแสงทองโชติช่วงและ ปรากฎพระพุทธรูปทององค์หนึ่งลอยมา จากนภากาศค่อยๆชะลอลงมายังบริเวณมณฑลพิธีและแทรกเข้ามาประดิษ ฐานอยู่ท่ามกลางพระพุทธรูปทั้ง ๓ องค์ พระพุทธรูปทององค์นี้ถูกต้องตามตำรามหาปุริสลักขณะและสวยงามมาก เมื่อมาแสดงปาฏิหาริย์ปรากฎต่อหน้าพระพักตร์พระนางจามเทวี และชนทั้งหลาย ณ มหาสโมสรนั้น พระนางก็ทรงโสมนัสเป็นอย่างยิ่งจัดให้มีพิธีสมโภชพระพุทธรูปทั้ง๔ องค์ต่อไปรวม ๙วัน ๙ คืน ด้วยเหตุนี้จึงพระราชทานนามว่า"พระแซก" และเนื่องจากเป็นทองจึงมีชื่อต่อว่าคำ เป็นนามว่า"พระแซกคำ" ซึ่งเป็นชื่อที่ใช้เรียกตลอดมา จะเห็นได้ว่าตำนานนี้เป็นสิ่งที่เล่าขานต่อกันมาโดยที่ความเป็นจริงเป็นอย่างไรยังไม่มีใครทราบแน่ชัด ประวัติการสร้างจริงๆนั้นเมื่อ วิเคราะห์จากยุคสมัยแล้วจะพบว่า พระแซกคำเป็นพระพุทธรูปหล่อด้วยทองนพคุณซึ่งเป็นทองคำโบราณเป็นศิลปะสมัยเชียงแสนยุคปลายที่เรียกว่า เชียงแสนสิงห์สามโดยดูจากพระเกศเป็นช่อเปลวเพลิงถอดได้ ชายสังฆาฏิยาวจรดพระนาภี ศิลปะเชียงแสนนี้ในวงโบราณคดีคาดว่าเกิดก่อนศิลปะ สมัยสุโขทัยซึ่งเริ่มประมาณ พ.ศ. ๑๘๐๐ ฉะนั้นพระพุทธรูปศิลปเชียงแสนสิงห์สามอันเป็นยุคปลายก็ประมาณอายุอยู่ในระหว่าง ปีพ.ศ. ๑๖๐๐-พ.ศ. ๑๘๐๐ อาณาจักรเชียงแสนนี้สมัยนั้นเป็นอาณาจักรปกครองตนเอง(มีศูนย์กลางอยู่ที่อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงรายในปัจจุบัน) ครอบคลุมแคว้นสิบสองปันนาและหัวเมืองต่างๆตลอดจนฝั่งขวาของแม่น้ำโขง มีราชวงศ์ปกครองและมีศิลปะประจำสมัยภายใต้อิทธิพล ของศาสนาพุทธและศาสนาพราหมณ์ กษัตริย์ที่มีชื่อเสียงพระองค์หนึ่งของราชวงศ์นี้คือพระเจ้าเม็งรายมหาราช เมื่ออาณาจักรนี้เริ่มอ่อนแอเข้าสู่ยุคปลาย อาณาจักรที่เจริญรุ่งเรืองขึ้นคืออาณาจักรสุโขทัยและอาณาจักรหลวงพระบางล้านช้างร่มขาว ต่อมาอาณาจักรเชียงแสนเสื่อมลงและถูกปกครองโดยอาณาจักรล้านช้างร่มขาวในที่สุด ฉะนั้นศิลปะและโบราณวัตถุต่างๆ จึงถูกอัญเชิญไปไว้ที่หลวงพระบางในยุคนั้น